Full catalogue available here
Written by Alex Ungprateeb Flynn
.
The princess holds the garland. The prince stands before her. A golden thread promises to reach across difference. The garland remains ungiven. The game of hide-and-seek continues.
______
รูปสุวรรณศิวิไลซ์: Metamorphosis in Gold
อเล็กซ์ อึ้งประทีป ฟลินน์
แปลโดย กษมาพร แสงสุระธรรม
ในนิทรรศการเดี่ยว รูปสุวรรณศิวิไลซ์: Metamorphosis in Gold โดย นักรบ มูลมานัส สิ่งแรกที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นในผลงานภาพเคลื่อนไหวชิ้นหลักคือ หน้ากากที่มีดอกไม้บอบบางดอกหนึ่งทัดอยู่เหนือใบหู หมุนช้าๆ กระทั่งหันมาเผชิญหน้ากับผู้ชม จากนั้นเจ้าหญิงจึงปรากฏกาย ร่ายรำอย่างแช่มช้าและงดงาม อีกร่างหนึ่งเผยตัวออกมาจากด้านหลังของใบปาล์มโลหะ สวมหน้ากากแบบเดียวกัน ตัวละครทั้งสองต่างเคลื่อนไหวตอบรับกัน ร่างหนึ่งสวมหน้ากากถือกิ่งไม้ธรรมดา ส่วนเจ้าหญิงถือพวงมาลัย ทันใดนั้น เขา ชายเปลือยอกผู้ยืนกลางเหลี่ยมขาอย่างองอาจ และ เธอ ผู้เยื้องกรายอย่างสง่างามด้วยวงมืออันอ่อนช้อย สะท้อนความบริสุทธิ์และฐานันดรศักดิ์ ต่างเปล่งประกายเรืองรองด้วยแสงทองขัดเงา เครื่องแต่งกายประดับประดาด้วยสัญลักษณ์แห่งความสมัยใหม่ ร่องรอยของอำนาจทางการเมือง และแรงกดทับของระเบียบวินัย ร่างสวมหน้ากากปรากฏกายในเครื่องแต่งกายข้าราชสำนัก สวมเสื้อกั๊กปักดิ้นอย่างวิจิตร ผสานสัญลักษณ์แห่งความศิวิไลซ์เข้ากับองค์ประกอบจากธรรมชาติและพงไพร มือของเขาถือคทากายสิทธิ์ ฉับพลันนั้น เขากลายเป็นร่างทองอันผ่องพราย ซึ่งถูกแปรเปลี่ยนด้วยสายตาแห่งความสมัยใหม่ — กลายรูปเป็นสุวรรณ
เมื่อท่วงท่าการร่ายรำถูกตรึงไว้ นิทรรศการค่อยๆ เปิดเผยจินตภาพทางจดหมายเหตุ ซึ่งประกอบขึ้นจากภาพเคลื่อนไหว ประติมากรรม เครื่องแต่งกาย วัตถุ และภาพตัดปะ เพื่อสำรวจกระบวนการอันย้อนแย้งที่ความเป็นสมัยใหม่ถูกตีความ นำมาปรับใช้ และบิดผันไปในสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ผลงานที่จัดแสดงในนิทรรศการนี้ มิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงบันทึกหรือภาพแทนทางประวัติศาสตร์ หากแต่รื้อสร้างมายาคติขึ้นใหม่ ผ่านการนำเศษเสี้ยวทางประวัติศาสตร์มาร้อยเรียงเข้าหากันอย่างสลับซับซ้อน วิธีการทำงานของนักรบ มูลมานัส หยั่งรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมทางสายตาของไทย การจัดวางองค์ประกอบของเขามักทำให้รูปทรง ภาพ และเรื่องเล่าต่างๆ ดูแปลกแปร่งออกไป ผ่านการซ้อนทับและการวางเคียงกันอย่างสลับซับซ้อน เขาทำงานกับสิ่งที่ผู้คนคุ้นชิน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกสอนในโรงเรียน สิ่งที่ฝังอยู่ในจิตสำนึกของชาติ หรือหยั่งลึกแฝงฝังอยู่ในเรือนร่าง นักรบทำให้เส้นแบ่งของโลกเหล่านี้พังทลายลงอย่างแนบเนียน จนสิ่งที่คุ้นเคยกลับกลายเป็นสิ่งแปลกแยก เรื่องราวทางประวัติศาสตร์เคลื่อนไปสู่การตีความ นอกจากนั้น สิ่งที่ทำให้ผลงานของเขามีความโดดเด่นและแตกต่าง การแปลงกระบวนการค้นคว้าวิจัยไปสู่ผลงานเชิงแนวคิดในรูปแบบสามมิติ เปิดพื้นที่แห่งการเผชิญหน้าที่เชื้อเชิญให้ผู้ชมเข้าสู่บทสนทนากับขนบและความไม่แน่นอน การปะติด (คอลลาจ) อันเป็นหัวใจสำคัญในวิธีการสร้างสรรค์ของนักรบมาอย่างยาวนานได้ขอบเขตกว้างขวางขึ้นเป็นระเบียบวิธีของนิทรรศการนี้ เพื่อยืนกรานว่าเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ที่แตกกระจายมิอาจถูกร้อยเรียงกลับเป็นหนึ่งเดียว การจัดวางเคียงกันเป็นรูปแบบหนึ่งของวิธีคิดถึงประวัติศาสตร์ที่ทำให้การจัดจำแนกอดีต ปัจจุบัน และอนาคตแบบเส้นตรงค่อยๆ พร่าเลือนลง
นิทรรศการ รูปสุวรรณศิวิไลซ์: Metamorphosis in Gold คลี่เรื่องราวต่างๆ ผ่านพื้นที่การจัดแสดงหลายส่วน แต่ละส่วนต่างร้อยเรียงสนทนากัน เริ่มแรกเราเผชิญหน้ากับหน้ากากในผลงานภาพเคลื่อนไหว ฉากกั้นห้องแบบพับได้ ร่องรอยวิถีชีวิตในรั้วในวังของชนชั้นสูงและโต๊ะเขียนหนังสือ ซึ่งล้วนทำให้ผิดแผกแปลกแยกไปจากความคุ้นเคย ภายในมิติเวลาสามมิติที่ศิลปินเชื้อเชิญให้เราเข้าไปสัมผัส ณ อีกด้านของม่านอันหนักอึ้ง พวงมาลัยแขวนลอยเป็นผลงานหลัก ข้างกันคือจอภาพ ซึ่งฉายภาพบันทึกกระบวนการสร้างหน้ากาก นักรบยังได้ลงพื้นที่โรงเรียนชนบทและหมู่บ้านสี่แห่งในจังหวัดสตูล ทางภาคใต้ของประเทศไทย การวิจัยชุมชนนี้กลายเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้กับส่วนสุดท้ายของผลงานภาพเคลื่อนไหวชิ้นหลักของนิทรรศการ ตลอดทั้งนิทรรศการ การปะติดปรากฏแทรกสลับอยู่เป็นระยะ เศษเสี้ยวจากโลกนิทานปรัมปราเรื่อง “สังข์ทอง”
เคียงข้างและประชันกับบรรดาสัญลักษณ์อันเป็นตัวแทนความเหนือกว่าของชาติตะวันตก ณ พื้นที่ชั้นบน เครื่องแต่งกายที่ปรากฏในผลงานภาพเคลื่อนไหวได้รับการจัดแสดงในฐานะผลงานศิลปะ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างวิจิตรบรรจงจากศิลปิน สามารถสวมใส่ได้จริง พราวพรายไปด้วยงานประดับประดาและตราสัญลักษณ์ต่างๆ ห้องถัดไปทำหน้าที่เป็นคลังจดหมายเหตุ จัดวางเอกสารทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่าย และวัตถุต่างๆ อันเป็นรากฐานของนิทรรศการ เพื่อให้ผู้ชมสำรวจตามจังหวะของตนเอง เคลื่อนผ่านพรมแดนระหว่างความจริงกับจินตนาการ ระหว่างหลักฐานที่ประวัติศาสตร์ที่เก็บรักษาไว้ กับโลกจินตนาการที่นักรบประกอบสร้างขึ้นใหม่เพื่อตอบโต้กับอดีต
คลังจดหมายเหตุ
ห้องคลังจดหมายเหตุคือ พื้นที่ที่เส้นแบ่งระหว่างความจริงกับการคาดการณ์ปรากฏชัดที่สุด ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคว้าของนักรบ จากการใช้เวลานานกว่าสองปีในการค้นคว้าเอกสารจดหมายเหตุ ควบคู่ไปกับการอ่านวรรณกรรมในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างลึกซึ้ง เขาค่อยๆ รวบรวมหลักฐานและเรื่องราวจำนวนมาก ซึ่งเผยให้เห็นว่าความทันสมัยนั้น มิใช่เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ หากได้รับการฉวยใช้ ต่อรอง และปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เป็นเค้าโครงการทางการเมืองที่ได้รับการหล่อหลอมขึ้นจากปัจเจกบุคคล ความทะเยอทะยานของราชวงศ์ และความตระหนักรู้อย่างเท่าทันต่อภัยคุกคามจากความเป็นอื่นของลัทธิล่าอาณานิคมที่กำลังคืบคลานเข้ามา จากส่วนลึกของจดหมายเหตุนี้เอง ที่ทำให้มรดกอันซับซ้อนของ “ศิวิไลซ์” ฉายชัดขึ้นมา มิใช่ในฐานะการครอบงำ หากแต่เป็นบางสิ่งที่ย้อนแย้ง กำกวม ลักลั่น ยิ่งกว่านั้น เป็นสิ่งที่ผู้คนโอบรับ นำเสนอ และพลิกแพลงโดยทั้งผู้สมาทานและผู้อยู่ใต้อำนาจของมันในเวลาเดียวกัน ระหว่างการค้นคว้าในหอจดหมายเหตุ นักรบพบกับภาพถ่ายพิธีการภาพหนึ่งของพระบรมวงศานุวงศ์ใกล้ชิดในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นม่านกำมะหยี่อันหรูหราตระการตา ซึ่งขนาบข้างด้วยเสาสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก บรรดาเจ้านายฝ่ายหน้าทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดเครื่องแบบทหารตามขนบตะวันตกและประทับนั่งด้วยพระอาการสงบนิ่งแกมเคร่งขรึม ขณะที่สมาชิกราชสำนักรุ่นเยาว์—ซึ่งอันที่จริงยังเป็นเพียงเด็กชาย—ประทับและนั่งอยู่แถวหน้าสุด บนพระวรกายและร่างกายของพวกเขาต่างทับถมไปด้วยเหรียญตรา สายสะพาย และอินทรธนูประดับบ่า ทว่า ณ ที่ตรงนั้น ท่ามกลางเครื่องแต่งกายแห่งความทันสมัย กลับปรากฏร่างของบุคคลหนึ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด เขาเป็นเด็กชายผิวเข้มและไม่ได้สวมเครื่องแบบ สายตาของเขาจับจ้องตรงมายังเลนส์กล้อง ในขณะที่คนอื่นๆ ต่างเบือนสายตาไปทางอื่น ซึ่งมีสุ้มเสียงสองเสียงจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ช่วยรักษาชื่อและเรื่องราวของเขาเอาไว้ ได้แก่ หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล เจ้านายฝ่ายในพระองค์สำคัญผู้ทรงเจริญวัยมาพร้อมกับเขาในราชสำนัก และเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับ ผู้ซึ่งต่อมาได้เข้าถวายตัวเป็นพระสนมเอกในองค์พระมหากษัตริย์
เด็กชายผู้นี้มีนามว่า “คนัง” เด็กชาวมานิ ถูกนำตัวมาจากผืนป่าในเขตจังหวัดพัทลุง เข้าสู่ราชสำนักของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ในปี พ.ศ. 2448 ขณะนั้นเขาน่าจะมีอายุราวเจ็ดถึงแปดขวบ การมาถึงของเขาเป็นผลจากพระราชประสงค์ของกษัตริย์ผู้ต้องการรับเด็กชาวมานิมาอุปการะ ความสนใจนี้ต่อมาถูกถ่ายทอดผ่านบทละครแนวโศกนาฏกรรมรักเรื่อง “เงาะป่า” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์และตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2456 นักรบใช้สถานการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้น และชี้ให้เห็นถึงความสามารถอันน่าอัศจรรย์ของเด็กชายผู้นี้ในการเคลื่อนผ่านโลกอันหลากหลาย ในฐานะร่างที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ในคลังจดหมายเหตุ คนังได้รับการนำเสนอในแบบที่ราชสำนักจินตนาการให้เขาเป็นตั้งแต่แรกเริ่ม คือการเป็น “คนป่า” สวมผ้าเตี่ยวถือกระบอกเป่าลูกดอกภาพแทนของคนพื้นเมืองภายใต้รัฐชาติที่กำลังก่อตัวขึ้น ทว่าในวาระอื่นๆ ภาพของเขานำเสนอตัวเขาในอ้อมกอดของความศิวิไลซ์ ขี่จักรยาน สวมหมวกฟางทรงยุโรป และนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสืออันวิจิตรบรรจงพร้อมปากกาในมือ ภาพทั้งสองต่างคือการแสดง ซึ่งได้รับการจัดฉากและประดิษฐ์ขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน เสมือนเป็นหน้ากากที่ไม่มีภาพใดจริงแท้ไปกว่าอีกภาพหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงตระหนักถึงคุณลักษณะอันคาบเกี่ยวระหว่างโลกหลายใบ ผู้ซึ่งเป็นนักเลียนแบบกิริยาได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเป็นผู้สังเกตการณ์จริตจะก้านรวมถึงท่วงท่าต่างๆ อย่างเฉียบคม เขาสามารถลอกเลียนท่าทางการเดินและการแสดงออกของข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ได้อย่างเป็นธรรมชาติและแยบยล ซึ่งนั่นทำให้เขาได้รับการโปรดปรานและเป็นที่รักของทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งองค์พระมหากษัตริย์
การเลียนแบบ
คุณลักษณะอันแปรเปลี่ยนได้ของคนัง — ความสามารถอันลื่นไหลในการคาบเกี่ยวและเคลื่อนผ่านระหว่างโลกอันหลากหลาย — คือหนึ่งในประเด็นสำคัญของนิทรรศการ บันทึกของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุลเล่ารายละเอียดไว้ว่า เด็กๆ ในราชสำนักมักเล่นซ่อนหาอยู่ภายในสวนของพระราชวังดุสิต ขณะที่เด็กคนอื่นต่างวิ่งหาที่ซ่อน คนังกลับยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้ในซุ้มสวน ดังที่ท่านได้บันทึกไว้ว่า สีผิวของเขากลืนเข้ากับเปลือกไม้โดยสมบูรณ์ ผู้คนรอบข้างต่างหัวเราะ และสงสัยว่าทำไมคนังจึงไม่เล่นตามกติกาที่ยอมรับกันทั่วไป เหล่าเจ้านายชายหญิงกลับเดินผ่านเขาไปโดยไม่ทันสังเกต มองไม่เห็นร่างของเขาที่หลอมรวมอยู่ท่ามกลางความงดงามอันเขียวชอุ่มของสวนในราชสำนัก คนังกลายเป็นผู้ที่กลไกแห่งความเป็นสมัยใหม่มิอาจมองเห็นหรือรับรู้ได้ ทว่าในขณะเดียวกัน เขากลับดำรงอยู่ภายในโลกใบนั้น ส่งแรงถึงกัน และแนบชิดกับโครงการความศิวิไลซ์ที่พยายามจะนิยามตัวตนของเขาเอง คลังจดหมายเหตุเก็บสภาวะนี้ไว้ ดังปรากฏในภาพถ่ายร่วมกับองค์พระมหากษัตริย์และบรรดาเจ้านายชายหญิงบนตั่ง คนังนั่งอยู่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางแห่งอำนาจอย่างแนบแน่น ทว่าเขากลับยังคงถูกซ่อนอยู่กึ่งหนึ่งหลังใบปาล์ม — ปรากฏตัวและไร้ตัวตนในเวลาเดียวกัน เป็นการดำรงอยู่ที่เกินออกไปจากฉากตรงหน้า
นักรบ ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ไม่อาจถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบเดียว ด้วยการสร้างนิทรรศการขึ้นมาจากเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ที่ไร้ข้อสรุป ซ้อนทับกัน และยังคงทอดเงามาถึงปัจจุบัน เราถูกเชื้อเชิญให้จินตนาการถึงสิ่งทีเกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่ถูกกลืนกลายเข้าสู่โครงการสร้างความทันสมัย และตั้งคำถามว่า ตัวตน อำนาจในการกำหนดชีวิตของตนเอง และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนั้น จะก่อรูปขึ้นได้อย่างไรภายใต้หน้ากากแห่งการกลายเป็น ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าบั้นปลายชีวิตของคนังเป็นเช่นไร แพทย์หลวงคนหนึ่งเคยกล่าวเป็นนัยกับเจ้าจอมหม่อมราชวงศ์สดับว่า “ความรื่นเริง [และ] อาการเจ็บไข้ได้เข้าครอบงำตัวเขา” ทว่าสิ่งที่เป็นที่รับรู้กันก็คือ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง “เงาะป่า” พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้คนังเล่นเป็นตัวเอง และคนังก็ถ่ายทอดบทบาทนั้นได้อย่างงดงาม จนเหล่าข้าราชบริพารต่างตื้นตันจนหลั่งน้ำตา ในการแสดงเป็นตัวเองนี้ คนังเผยให้เห็นถึงศักยภาพของมนุษย์ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การดำรงอยู่และมีประสบการณ์ร่วมไปกับโลก หากยังรวมถึงการถอยออกมามองตนเองในประสบการณ์นั้นด้วย ด้วยเพราะการแสดงเป็นตัวเอง คือการตระหนักรู้ว่าตนเองกำลังถูกเฝ้ามอง และนำการรับรู้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงของตนเอง
การตระหนักรู้ในตนเอง และความสามารถในการเชื่อมโลกภายในกับโลกภายนอกเข้าหากัน คือสิ่งที่สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้คนในราชสำนักอย่างยิ่งยวด เพราะมันทำให้เส้นแบ่งของผู้ที่ “สามารถศิวิไลซ์ได้” กับ “คนป่า” พร่าเลือนลง คนังอยู่เหนือคำจำกัดความทั้งสองนั้น ณ จุดนี้เองที่อุปมานิทัศน์เรื่อง “สังข์ทอง” สะท้อนความหมายอย่างสมบูรณ์ เจ้าชายผู้สวมหน้ากากทรงตระหนักดีว่าพระองค์กำลังสวมหน้ากากอยู่ และทรงเกี้ยวพาราสีเจ้าหญิงผ่านเครื่องพรางเดียวกันกับที่ควรจะผลักพระองค์ออกไปนอกกรอบของการยอมรับ ราวกับว่าพระองค์ได้ประกาศการมีอยู่ของตนเองขึ้นมาก่อนที่ผู้ใดจะยอมรับเสียอีก ในวรรณคดีต้นฉบับ เจ้าหญิงทรงเสี่ยงพวงมาลัยเพื่อเลือกคู่ครองในพิธีอภิเษกสมรส แต่ในเรื่องเล่าฉบับที่นักรบนำกลับมาตีความใหม่นั้น แม้พวงมาลัยจะถูกยื่นออกไป ทว่าเรากลับไม่อาจแน่ใจได้ว่าการยอมรับนั้นได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และหากเกิดขึ้นจะดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขเช่นใด บทของรจนารับบทโดยนักแสดงชาย ซึ่งมาจากการค้นคว้าของศิลปินว่า การแสดงเรื่อง “สังข์ทอง” ในราชสำนักของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เคยใช้นักแสดงชายรับบททุกตัวละคร การรื้อฟื้นขนบดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง ศิลปินเผยให้เห็นถึงสภาวะคลุมเครือทางเพศ ซึ่งเป็นสภาวะที่ดำรงอยู่ก่อนแล้วในประวัติศาสตร์ของความทันสมัย อันเป็นการตอกย้ำจุดยืนของนิทรรศการต่อสิ่งที่ยังไร้ข้อสรุป สิ่งที่ยังมาไม่ถึง และยังคงเปิดไปสู่ความเป็นไปได้อื่นๆ
แล้วสิ่งที่เรียกว่า “ความก้าวหน้า” ในโลกยุคปัจจุบันคืออะไร เมื่อบรรทัดฐานที่เคยยึดถือร่วมกันได้รับการฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ ท่วงท่าร่ายรำระหว่างตัวเรากับ เงื้อมเงาแห่งความทันสมัย (spectre of modernity) เคี่ยวกรำเอาไหวพริบ การเลียนแบบ และการดำรงอยู่พร้อมกันทั้งการปรากกฏและไร้ตัวตน ต่างดำเนินมาจนถึงถึงขอบเขตสูงสุด ทว่า คำมั่นสัญญาแห่งความศิวิไลซ์ ยังคงส่องประกายตรงเส้นขอบฟ้า ราวกับว่าแปรเปลี่ยนนั้นยังเป็นไปได้ เนื้อทองยังคงซ่อนอยู่ใต้พื้นผิว และเราต่างรอวันเวลาที่จะได้รับการมองเห็น
เจ้าหญิงทรงถือพวงมาลัยไว้ในพระหัตถ์ เจ้าชายประทับยืนอยู่เบื้องหน้า เส้นด้ายสีทองถักทอคำสัญญาที่จะทอดข้ามผ่านความแตกต่าง ทว่า พวงมาลัยนั้นกลับยังมิถูกหยิบยื่นให้ และเกมเล่นซ่อนหาก็ยังคงดำเนินต่อไป