NEWS » News

’ไทวิจิต’หยิบประเด็นฝุ่นพิษสร้าง5ผลงานศิลปะ

หมอกควันพิษ หรือฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ  โดยเฉพาะประชาชนในภาคเหนือ โดยเฉพาะจ.เชียงใหม่ต้องใช้ชีวิตจมฝุ่นพิษเกินค่ามาตรฐานทุกปี  วิกฤตหนักถึงขั้นติดอันดับ 1 เมืองที่มีค่ามลพิษในอากาศ ของโลก โดยวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศได้สูงถึง 255 USAQI( ข้อมูลจากเว็บไซด์ https://www.iqair.comสาเหตุหลักมาจาก ไฟป่า การเผากลางแจ้ง การเผาขยะมูลฝอย  ไม่รวมควันพิษจากรถยนต์

 
Donec magna tortor, pretium ac lectus ut, egestas sodales leo. Fusce at placerat ligula.
 

ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ ศิลปินระดับแนวหน้า ปัจจุบันอาศัยและทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในผู้ประสบกับภัยทางอากาศภาคเหนือร่วมกับวารินแล็บ คอนเท็มโพรารี (Warin Lab Contemporary) จัดนิทรรศการ “One Generation Plants the Trees, Another Gets the Shade” ศิลปะร่วมสมัยแบบสื่อผสม นำเสนอประเด็นสภาพอากาศจากปัญหาฝุ่นควันพิษทางภาคเหนือ ประกอบไปด้วยจิตรกรรม ประติมากรรม และศิลปะจัดวาง เปิดเข้าชม ณ ห้องนิทรรศการ วารินแล็บ คอนเท็มโพรารี

ไทวิจิต เล่าถึงแรงบันดาลใจว่า ปัญหาหมอกควันภาคเหนือที่มีค่าฝุ่นPM2.5 สูงมาก  แนวโน้มจะหนักขึ้น  แม้ว่าเราจะหนีไปอยู่ในพื้นที่อื่น  แต่สุดท้ายไม่สามารถหนีได้อีกต่อไป ต้องอยู่และหาทางแก้ไขร่วมกัน นำมาสื่อสารผ่านผลงาน ชุด  เริ่มจากประติมากรรมชุด”หนีเสือปะจระเข้” เคยจัดแสดงในนิทรรศการ Art For Air จ.เชียงใหม่ ประกอบร่างขึ้นจากเหล็กเส้นไม่ใช้แล้วให้เป็นคน คน ที่มีหัวเป็นเสือและจระเข้  โดยหัวจะถูกมืออีกข้างหนึ่งกดไว้ที่พื้น ภายในใส่ใบไม้แห้งลงไป เป็นอุปมาอุปมัยว่า หนีจากปัญหาหนึ่งไปเจอปัญหาหนึ่ง อีกนัยสื่อการเอาชนะปัญหาได้ แต่ในหลายครั้งเราลืมว่าตัวเองมีส่วนสร้างปัญหา

ส่วนผลงานชุด “ปรับจริง”  (Real Fine) มี ชิ้น ศิลปินบอกล้อเลียนโปสเตอร์รณรงค์งดเผาในที่โล่งแจ้งช่วงฤดูหมอกควันเข้มข้น มีข้อความ “ถ้าคุณเผา ปรับจริง จับจริง”   แต่ก็ยังพบการลักลอบเผา ตนวาดภาพคนกำลังหายใจเข้าปอดลงบนกล่องกระดาษที่ใช้บรรจุเครื่องปรับอากาศ โดยตรงปอดมีกล่องสีดำ คือ เครื่องปรับอากาศ จากนั้นภาพจะถูกครอบด้วยหน้าต่างเหล็กดัด ห่อทับด้วยพลาสติกใสอีกครั้งหนึ่งเสมือนถูกจองจำไว้ในบ้าน เพราะไม่ต้องการออกไปด้านนอกและไม่ให้มลพิษเข้ามาในบ้าน ซึ่งบ้านตนก็รีโนเวท ให้อากาศเข้าได้น้อยที่สุดช่วงหน้าร้อน และติดแอร์ให้อากาศเย็นสบายขึ้น

ผลงานชุด “Blowin In The Wind “ ศิลปิน เล่ามาจากชื่นชอบเพลง Blowin In The Wind แต่งโดย Bob Dylan  เพลงเกี่ยวกับการต่อต้านสงคราม เนื้อเพลงสื่อสารอย่างมีนัยยะ จึงวาดภาพคนกวาดขยะหรือใบไม้ ที่แสดงอารมณ์ระหว่างชาวบ้านกับการห้ามปรามของรัฐ ปัญหาซ่อนไว้ใต้พรม เมื่อเปิดภาพนี้ขึ้นด้านหลังจะเป็นเนื้อเพลงบางส่วนที่เขียนไว้บนพรม

นิทรรศการยังประกอบด้วยผลงานจัดวางชุด ต้นไม้แห่งชีวิต (Tree of Life ) ศิลปินนำท่อนไม้มาจัดวาง ชวนคนดูตีความหมายถึงต้นไม้ที่ถูกลักลอบตัดและทำลายจำนวนมหาศาลจากความโลภ เท่ากับการกำจัดแหล่งอากาศบริสุทธิ์ แหล่งน้ำ ให้หมดไป ถูกแทนที่ด้วยภัยแล้ง  น้ำท่วมดินถล่ม

ชุดสุดท้ายเป็นงานจิตรกรรมความยาว 26 เมตร จำนวน 25 ชิ้น เขาวาดภาพทิวทัศน์ธรรมชาติที่เห็นตอนเด็ก และยังไม่เคยเผชิญปัญหามลพิษฝุ่นลงบนกล่องกระดาษเครื่องปรับอากาศ สะท้อนมุมมองของมนุษย์สร้างมลภาวะ เบือนหน้าหนีไม่แยแสต่อธรรมชาติ

“ ผลงานนี้เตือนว่า เราได้ทำลายสิ่งที่สวยงามไปแล้ว ในความจริงปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยงานศิลปะหรือใครคนใดคนหนึ่ง ทำได้เพียงเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ตอกย้ำถึงปัญหาผ่านมุมมองของศิลปินในฐานะผู้ประสบภัย” ไทวิจิต ทิ้งท้าย และชวนทุกคนลดฝุ่นพิษ

ผู้ที่สนใจชมนิทรรศการ “One Generation Plants the Trees, Another Gets the Shade” สามารถเข้าชมฟรี ได้ถึง 15 กันยายนนี้ ณ ห้องนิทรรศการ วารินแล็บ คอนเท็มโพรารี  ภายในโครงการ O.P. Garden ซอยเจริญกรุง 36 เปิดทุกวัน ตั้งเเต่เวลา 10.30 – 19.30 น.